ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องทำ SEO การติดอันดับบนผลการค้นหา ช่วยเพิ่มยอดขายจริงหรือ

ทำไมธุรกิจออนไลน์ต้องทำ SEO การติดอันดับบนผลการค้นหา ช่วยเพิ่มยอดขายจริงหรือ

ในการทำธุรกิจออนไลน์หรือการขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต การมีเว็บไซต์หรือแฟนเพจ (fanpage) เป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะเปรียบเสมือนเป็นหน้าร้านที่ลูกค้าจะเข้ามาเลือกซื้อสินค้า แต่การมีเว็บไซต์หรือแฟนเพจเพียงอย่างเดียว โดยละเลยเรื่องการทำ SEO ก็เหมือนเป็นการเสียเวลาและเงินลงทุนไปเปล่า ๆ โดยไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

การทำธุรกิจออนไลน์ การทำ SEO มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะการทำ SEO จะช่วยก่อให้เกิด traffic ตามธรรมชาติ นำพาผู้คนมาสู่เว็บไซต์ ไม่ต้องลงทุนจายเงินค่าโฆษณาออนไลน์ และเมื่อมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์มากขึ้น โอกาสที่คนเหล่านั้นจะเห็นสินค้าและบริการก็ย่อมมากขึ้น โอกาสในการขายก็เพิ่มขึ้นตาม

การวิจัยคีย์เวิร์ด (keyword research)

คีย์เวิร์ด (keyword) คือ คำหรือวลีที่ผู้คนใช้ค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต อาจเป็นคำสั้น ๆ ไม่กีพยางค์หรืออาจยาวเป็นประโยค (long tail keyword) ก็ได้ ซึ่งการวิจัยและกำหนดคีย์เวิร์ดนั้น ถือว่าเป็นแกนหลักและมีความสำคัญที่สุดในการทำ SEO เพื่อทำให้เว็บไซต์ที่เปรียบเสมือนหน้าร้านออนไลน์ติดอันดับในหน้าผลการค้นหาของ search engine โดยเฉพาะ Google ซึ่งเป็น search engine ยอดนิยมของผู้คนทั่วโลก

การวิจัยคีย์เวิร์ด (keyword research) เป็นการค้นหาคีย์เวิร์ดที่ผู้คนนิยมใช้ค้นหาสิ่งที่ต้องการ เป็นคีย์เวิร์ดที่มีจำนวนการค้นหาสูง และที่สำคัญควรเป็นคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งในการทำ AdWords น้อย เพื่อใช้คีย์เวิร์ดนั้น ๆ มาใช้ในการทำ search engine marketing (SEM)

นอกจากการพยายามค้นหาคีย์เวิร์ดที่มีลักษณะดังกล่างข้างต้นแล้ว การใช้คีย์เวิร์ดประเภท long tail keyword ที่มักมีความยาว ก็มีประสิทธิภาพสูงสำหรับงาน SEM อยู่พอสมควร ถึงแม้ว่าจะเป็นคำหรือวลีที่ผู้คนใช้กันไม่เยอะ แต่ก็ยังพอมี traffic ที่สามารถพาผู้คนมายังเว็บไซต์ได้

หลักการทำงานของ Google

การเข้าใจหลักการทำงานของ search engine โดยเฉพาะ Google ซึ่งเป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลยอดนิยม จะช่วยทำให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์มากยิ่งขึ้น โดยหลักการคร่าว ๆ ของ Google สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่

  1. การออกเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของ Google รวมถึง search engine อื่น ๆ จะใช้หุ่นยนต์ (Bot) หรือ Google Bot ในกรณีของ Google ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์วิ่งไปตามเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยอาศัยลิงค์ที่แต่ละเว็บไซต์เชื่อมโยงหากัน ในขณะเดียวกัน Google Bot ก็จะวิเคราะห์เนื้อหาในหน้าเว็บนั้น ๆ และค้นหาว่าเว็บไซต์นั้นมีคีย์เวิร์ดเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง
  2. เมื่อได้ข้อมูลจากการวิเคราะห์เว็บไซต์ต่าง ๆ แล้ว ข้อมูลดังกล่าวก็จะถูกนำมาเก็บในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือเรียกว่าการอินเด็กซ์ (indexing) ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้อัลกอริทึม (algorithm) ต่าง ๆ เพื่อที่จะจัดอันดับเว็บไซต์ที่มีอยู่นับพันล้านเว็บเข้าเป็นหมวดหมู่
  3. เมื่อผู้ใช้งาน search engine ทำการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ Google ก็จะแสดงผลหน้าเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดนั้น ๆ ออกมาในหน้าผลการค้นหา (SERP) ซึ่งอันดับของเว็บไซต์ต่าง ๆ ว่าจะมากจะน้อย ก็จะขึ้นอยู่กับอัลกอริทึมที่ใช้ปัจจัยต่าง ๆ กว่า 200 ปัจจัยเข้ามากำหนด

ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการทำ SEO

การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จนั้น มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มากมาย ซึ่งส่วนมากแล้วจะเกี่ยวข้องกับศัพท์เฉพาะทาง ซึ่งอาจเข้าใจได้ยากอยู่บ้าง แต่เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจในการทำ SEO สามารถจัดปัจจัยที่ส่งผลต่อคะแนน SEO ได้ออกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ ๆ ได้แก่

โครงสร้างของเว็บไซต์ (Structure)

โครงสร้างของเว็บไซต์นั้นว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อ SEO เป็นอย่างมาก การออกแบบโครงสร้างภายในของเว็บไซต์ให้มีรายละเอียดต่าง ๆ ตามที่ Google กำหนดนั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ URL, meta tile หรือ meta description จะส่งผลต่อคะแนน SEO และอันดับที่จะถูกจัดอันดับ ในกรณีที่มีการออกแบบเว็บไซต์เอง นักพัฒนาเว็บไซต์อาจต้องทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO เพื่อทำให้โครงสร้างของเว็บไซต์มีความเหมาะสมกับ SEO และข้อกำหนดต่าง ๆ มากที่สุด แต่ถ้าใช้ระบบ CMS (content management system) ซึ่งเป็นระบบเว็บไซต์สำเร็จรูป มีการวางโครงสร้างต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องกับหลัก SEO ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องพะวงกับปัญหาเรื่องโครงสร้างของเว็บไซต์เลย การเก็บข้อมูลของ Google Bot ก็จะครบถ้วน ส่งผลดีต่ออันดับในหน้าการค้นหา โดยตัวอย่างของ CMS ยอดนิยม ได้แก่ WordPress, Joomla และ Drupal

โครงสร้างเว็บไซต์

เนื้อหาบนเว็บไซต์ (Content)

เนื้อหาของเว็บไซต์เป็นสิ่งที่ผู้ใช้งาน search engine ต้องการมากที่สุด ถ้าเว็บไซต์มีเนื้อหาดี มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ น่าสนใจ เป็นที่ต้องการของผู้อ่าน และที่สำคัญควรเป็นสาระความรู้ที่สดใหม่ไม่ซ้ำใคร ก็จะทำให้ผลการค้นของเว็บไซต์นั้นสูงขึ้น ทำให้คนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น โอกาสต่าง ๆ ในโลก ecommerce ก็จะเพิ่มสูงขึ้น แต่ถ้าเนื้อหาในเว็บไซต์สั้นเกินไป หรือเป็นเนื้อหาที่ซ้ำกับเว็บไซต์อื่น ๆ เป็นเนื้อหาที่ถูกดัดแปลงและทำซ้ำ ความน่าสนใจน้อย หรือไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งาน search engine และ Google ไม่ต้องการ อันดับของเว็บไซต์ก็จะตกลงไป

การลิงค์และอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่นๆ (Backlinks)

ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์และข้อมูล อาจสามารถวัดได้โดยจำนวน backlinks หรือจำนวนลิงค์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ชี้กลับมาที่เว็บไซต์ ซึ่งจำนวน backlinks นั้นส่งผลต่อความน่าเชื่อถือโดยตรง เว็บไซต์ที่มีจำนวน backlinks มาก ๆ มักจะได้คะแนนน SEO สูง ซึ่งเว็บเหล่านี้มักเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ เนื้อหาได้รับการยอมรับ มีการทำอ้างอิงหรือ reference กลับมา แต่ในขณะเดียวกัน การสร้าง backlinks โดยธรรมชาติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงทำให้เกิดการสร้าง backlinks ที่ผิดกฎเกณฑ์ของ Google ซึ่งเป็นที่นิยมในการทำ SEO สายดำ

โกวิท ตาใจ
ผู้เขียน

โกวิท ตาใจ (ฟิล์ม)

SEO Specialist Freelancer Online Marketing
ปัจจุบันเป็น Freelance ด้าน SEO เต็มตัว ชอบเรียนรู้จากประสบการณ์ หลงไหลงานออนไลน์ บ้านอยู่เชียงใหม่ ชอบการตลาด มีช่องยูทูป และขายของออนไลน์
ร่วมแสดงความคิดเห็น